วันพุธที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2553

ยูทูบ (youtube)วิดีโอ ออนไลน์ สื่อทำลายหรือสร้างสรรค์?

เทคโนโลยีการสื่อสารของมนุษยชาติในปัจจุบันได้พัฒนามาถึงยุคโลกไร้พรมแดน โดยมีนักวิชาการจากสำนัก โตรันโต นำโดย แมคลูฮัน ( McLuhan ) ที่ได้อธิบายถึง เทคโนโลยีที่เป็นตัวกำหนดบทบาทจนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น พฤติกรรมของผู้บริโภค ระบบการตลาด การเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม จากแนวคิดดังกล่าวบอกว่า "We shape the tools and tools shape us" ก็ทำให้เข้าใจได้ว่า มนุษย์เป็นผู้ออกแบบเทคโนโลยี แต่เทคโนโลยีมาออกแบบวิถีชีวิตของเราด้วย อย่างในปัจจุบันจะเห็นได้ชัดว่าสื่อ ออนไลน์กลายเป็นตัวกำหนดชีวิตของคนรุ่นใหม่ กำหนดสิ่งที่คนจะรับรู้ จนเกิดเป็นแนวคิดเทคโนโลยีการสื่อสารที่กล่าวว่า “สื่อก็คือสาร” (medium is the message)

สื่อก็คือสาร แนวคิดนี้มองว่าสื่อมีอิทธิผลต่อสาร เพราะเมื่อสารที่ส่งผ่านสื่อที่ต่างกันก็จะมีผลกระทบต่างกันด้วย ถึงแม้แนวคิดดังกล่าวจะได้รับการยอมรับไปทั่วโลก แต่ก็ยังมีแนวคิดเรื่อง มีม (Meme) ที่อธิบายปรากฏการณ์การสื่อสารที่เกิดขึ้นในยุคอินเตอร์เนต โดยเฉพาะ เว็บ 2.0 ที่เนื้อหาของสารมีบทบาทในการดึงดูดหรือเลือกผู้รับสารได้เช่นกัน Message selects its readers. ซึ่งจะแย้งกับแนวคิดของ แมคลูฮัน (McLuhan) ที่สนใจเรื่องบริบทของสื่อ แต่แนวคิดเรื่อง มีม (Meme) กลับไม่มุ่งความสนใจไปที่สื่อเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับเนื้อหาของสาร โดยอธิบายไว้ว่า สารที่หลั่งออกมาจาก Source นั่นแหละ จะมีส่วนเลือกผู้รับสารและสร้างเครือข่ายทางสังคมที่ต้องการข้อมูลข่าวสารเหมือนกัน จนเกิดเป็นเครือข่ายที่โยงใยกันและนำไปสู่การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร โดยที่บทบาทของเนื้อหาของสารจะเป็นตัวกำหนดแทน อย่างเช่นเทคโนโลยี เว็บ 2.0 ที่อำนาจการเลือกจะอยู่ที่กลุ่มเนื้อหา หรือกลุ่มสังคมที่ต้องการแบบเดียวกัน เป็นการสื่อสารในรูปแบบเครือข่ายออนไลน์ ซึ่งใครๆก็สามารถเข้าถึงเนื้อหาและยังสามารถเผยแพร่เนื้อหาหรือผลงานในลักษณะเดียวกันให้กับกลุ่มผู้รับสารที่มีความต้องการเหมือนกันได้อย่างไม่มีขีดจำกัด

เทคโนโลยีเว็บ 2.0 เป็นวิวัฒนาการของโลกอินเทอร์เน็ต เข้าสู่ยุคแห่งการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและสร้างผลกระทบอย่างมากในสังคม จากนิยามของคำว่า web2.0 นักวิชาการหลายท่านให้ความเห็นและมีข้อโต้แย้งไม่มีที่สิ้นสุด แต่เราสามารถอธิบายได้จากพฤติกรรมที่แสดงออกมาของ web2.0 ว่าความหมายของมันเริ่มเปลี่ยนแปลงโดยมีแนวโน้มในลักษณะปฏิสัมพันธ์ทางสังคม Community หรือ Social โดยเว็บไซต์ดังกล่าว มีทิศทางและได้รับความนิยม มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเว็บไซต์แบบเว็บ 2.0 จะไม่ได้อยู่ที่การขยายตัวของ content ด้วยการ Subscribe หรือการขายโฆษณาด้วยการสร้าง Banner แต่กลายมาเป็นการให้บริการทางสังคมแทน โดยจะเน้นการนำเข้าเนื้อหาจากผู้เขียนที่หลากหลายและนำไปเผยแพร่แสดงในเว็บไซต์ จนเกิดเครือข่ายสังคม ด้วยรูปแบบที่ดูง่ายและสะดวกต่อการโต้ตอบข้อมูลซึ่งกันและกัน เว็บลักษณะนี้จะสร้างสภาพของเว็บไซต์หลายๆ แห่ง มาเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางคอมพิวเตอร์ที่ให้บริการซอฟต์แวร์ผ่านเว็บให้กับผู้ใช้ ในที่นี้จะขอยกตัวอย่าง เทคโนโลยีการสื่อสารที่ทรงอิทธิพลระดับโลกอย่าง ยูทูบดอดคอม www.youtube.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์ในลักษณะของเว็บ 2.0 ที่ผู้ใช้จะเป็นผู้ส่งข้อมูลวีดีโอไฟล์ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลได้อย่างไม่มีขีดจำกัด อีกทั้งยังสามารถสร้างชุมชนเครือข่าย ด้วยการส่งคลิปวิดีโอต่างๆ กระจายไปให้เพื่อนๆ ดูผ่าน อีเมล์ หรือดึงไปเป็นลิงค์ในเว็บไซต์อื่นๆได้อีกด้วย ล่าสุดเว็บยูทูบมีจำนวนผู้เข้าเยี่ยมชมในปีที่ผ่านมาราว 20 ล้านคน ได้รับการคัดเลือกจากนิตยสารไทม์ให้ เป็นนวัตกรรมแห่งปี 2006 ความนิยมดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนมีการเปรียบเปรยว่า ดังระเบิดราวกับใส่ลูกอมเมน ทอส ลงไปในขวดของไดเอตโค้ก (คลิปวิดีโอที่ได้รับการกล่าวขานในยูทูบในเชิงการตลาดแบบ electronic word of mouth)

ยูทูบ (You Tube) เป็นเว็บไซต์ชื่อดังที่เปิดโอกาสให้ใครก็ได้ส่งภาพวีดีโอไปแบ่งปันกัน โดยมีเว็บไซต์ กูเกิล เข้าซื้อกิจการไปในมูลค่า 1,650 ล้านดอลล่าร์ หรือราว 66,000 ล้านบาท ยูทูบ ถือเป็น นวัตกรรมที่สามารถเอาชนะสิ่งประดิษฐ์อย่างเช่น วัคซีนป้องกันโรคมะเร็ง เสื้อจำลองความอบอุ่น โดยคว้ารางวัล สิ่งประดิษฐ์แห่งปี 2006 จากนิตยสารไทม์ ซึ่งเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ในเครือ ไทม์ วอเนอร์ ที่ระบุว่า ยูทูบได้รับความนิยมอย่างมากและทันทีทันใดนั้นเอง ยูทูบ ก็ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับกฎเกณฑ์เกี่ยวกับแนวทางการนำข้อมูลทั้งในด้านดีและด้านลบ ที่มารวมกันอยู่ในเว็บแห่งนี้ ยูทูบกลายเป็นเว็บ 2.0 ชั้นนำของอันดับต้น ๆ ของโลก กลายเป็นเว็บไซต์วีดีโอที่ใหญ่ที่สุดในโลก เรียกได้ว่ามีอิทธิพลต่อผู้คนจำนวนหลายล้านคนทั่วโลก สามารถตอบสนองความพึงพอใจแก่ผู้ใช้บริการได้หลากหลายไม่ว่าจะเป็นความต้องการ การเผยแพร่ตัวตน (Identity Network)
การเผยแพร่ผลงาน (Interesting Network) หรือเป็นการค้นหาข้อมูลที่มีความสนใจเฉพาะกลุ่ม (wikipedia) จนกลายเป็นสื่ออันทรงพลังในการกระจายข้อมูลข่าวสารในรูปแบบวีดีโอออนไลน์ที่มีเนื้อหาที่เข้าถึงได้ง่ายโดยไม่ต้องคำนึงอุปสรรคทางภาษา นี้จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมวิดีโอออนไลน์อย่าง ยูทูบ ถึงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นการให้บริการ ข่าวสารต่างๆในต่างประเทศ การใช้ยูทูบในเชิงการประชาสัมพันธ์อย่างประธานาธิบดีบารัก โอบามา แห่งสหรัฐ หรือการเผยแพร่ข่าวสารของพระสันตะปาปา รวมไปถึงการโฆษณาที่ปัจจุบันเริ่มได้รับความนิยม จนเกิดกระแสการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่มีต่อวงการโฆษณาและการประชาสัมพันธ์ในโลกไซเบอร์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ปัจจุบันโลกไซเบอร์กลายเป็นชุมชนเสมือนที่เต็มไปด้วยการติดต่อสื่อสารในรูปแบบ วิดีโอ ออนไลน์และนี้จึงเป็นสื่อทางเลือกของนักการตลาดที่สามารถสร้างชิ้นงานการโฆษณาและการประชาสัมพันธ์ที่สร้างสรรค์มากขึ้นกว่าการทำผ่านสื่อแบบดั้งเดิม วิดีโอ ออนไลน์จึงได้รับความนิยมเพื่อนำไปใช้เป็นช่องทางในการโฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการต่างๆ ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเพราะสื่อโฆษณาวิดีโอออนไลน์สามารถดึงดูดความสนใจจากลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้เป็นอย่างดี ให้ความรู้สึกสมจริงกว่าการโฆษณาแบบเดิมที่มีเฉพาะรูปภาพและข้อความ จากรายงาน อีมาร์เก็ตเทอร์ (EMarketer) เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2007 พบว่า ตลาดสื่อโฆษณาวิดีโอออนไลน์มีมูลค่า 587 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 20,000 ล้านบาท สำหรับตลาดสื่อโฆษณาวิดีโอออนไลน์ในสหรัฐอเมริกา การจัดอันดับพบว่า เว็บยูทูบ (YouTube) ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามขึ้นแท่นเป็นอันดับหนึ่งมีผู้เข้าชมประมาณ 58 ล้านคน โดยมีผู้เข้าชมวิดีโอประมาณ 237 ล้านครั้ง อันดับสอง คือ เว็บ “ยะฮู(Yahoo)” มีผู้เข้าชมประมาณ 22 ล้านคน โดยมีผู้เข้าชมวิดีโอประมาณ 42 ล้านครั้ง อันดับที่สามคือ เว็บ AOL มีผู้เข้าชมประมาณ 17 ล้านคน โดยมีผู้เข้าชมวิดีโอประมาณ 38 ล้านคน (ที่มาwww.compele.com)

บทบาทการเป็นเครื่องการสื่อสารทางการตลาดของ ยูทูบ ไม่จำกัดอยู่เพียงการโฆษณาและประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการเพียงเท่านั้น แต่เว็บ ยูทูบยังเป็นสื่อที่มีบทบาทในการสร้างการโน้มน้าวใจในเชิงการเมืองระดับโลกอีกด้วย จากการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ พบว่าชาวอเมริกันสนใจติดตามการหาเสียงเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีผ่านทางเว็บไซด์มากเป็นประวัติการณ์ ข้อมูลจากสำนักวิจัยอย่าง Pew ซึ่งทำโดย Pew Internet and American Life Project ตั้งอยู่บนพื้นฐานข้อมูลซึ่งได้จาก Princeton Survey Research Association เมื่อช่วงต้นฤดูใบไม้ผลินี่เองที่ผู้สำรวจได้สอบถามชาวอเมริกัน 2,251 คนเพื่อดูว่าพวกเขาใช้เว็บไซด์เพื่อการสำรวจ ตรวจสอบและสื่อสารเกี่ยวกับการเลือกตั้งอย่างไร ซึ่งผลการสำรวจพบว่าเกือบครึ่งหนึ่งใช้เว็บเป็นช่องทางในการรับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับการเลือกตั้งประธานาธิบดี ซึ่งเป็นตัวเลขที่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปี 2004 พบว่ามีการใช้อินเตอร์เน็ตในการรับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับการเลือกตั้ง เป็นจำนวนที่เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าโดยเฉพาะวันเข้าพิธีสาบานตนของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาอย่าง บาลัคโอบาม่า มีคลิปวีดีโอแพร่กระจ่ายให้ดูกันอย่างจุใจในเว็บยูทูบ โดยไม่ต้องพึ่งพาสื่อแบบดั้งเดิมแถมยังดูได้ทุกที่ทุกเวลา และดาวโหลดเหตุการณ์ดังกล่าวมาเก็บไว้ได้อีกด้วย
ยังมีผลการสำรวจอีกหลายสำนักวิจัยที่ได้ข้อสรุปในทิศทางเดียวกันว่าจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อรับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับการเลือกตั้งสูงขึ้นถึง 2-3 เท่าเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสมัยที่แล้วมา โดยเฉพาะการดูวิดีโอออนไลน์เกี่ยวกับการเมือง

ความนิยมในการใช้เว็บ ยูทูบ ไม่จำกัดเพียงแต่ในสหรัฐอเมริกาที่เป็นต้นตำรับเว็บไซต์เท่านั้น แต่ในหลายๆประเทศทั่วโลกก็ได้ให้ความสนใจไม่แพ้กัน ตัวอย่างเช่น นายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น นาย ยาสุโอะ ฟุคุดะ ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่เลือกใช้เว็บของยูทูบเป็นสื่อในการอวยพรปีใหม่และประชาสัมพันธ์นโยบายของประเทศญี่ปุ่นสู่ผู้ชมนับล้านๆ คนทั่วโลก ซึ่งไม่เคยมีผู้นำคนใดของญี่ปุ่นเคยทำมาก่อน ไม่เพียงเท่านั้น พรรคแอลดีพี หรือ พรรคเสรีประชาธิปไตยของนายฟุคุดะ ยังใช้เว็บไซต์ยูทูบ เป็นกลยุทธ์ เพื่อเข้าถึงฐานเสียงกลุ่มวัยรุ่นและคนหนุ่มสาว โดยนายทาโร่ โคโนะ กล่าวว่า พรรคแอลดีพีนี้เองที่เป็นพรรคการเมืองรายแรกของประเทศญี่ปุ่นที่มีการจัดทำเนื้อหาเพื่อการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางเว็บไซต์ยูทูบโดยเฉพาะ เรียกว่า ยูทูบ แอลดีพี แชนเนล (YouTube LDP Channel) มีทั้งภาคภาษาอังกฤษและภาษาญี่ปุ่น พร้อมคำเชิญชวนน่ารักน่าเอ็นดูว่า ถ้าไม่มีอะไรอย่างอื่นจะทำแล้ว ก็โปรดเข้ามาเยี่ยมชมคลิปวิดีโอของพรรคเราเถอะครับ

นอกจากการเมือง ล่าสุดยังมีสำนักวาติกันที่เปิดตัวช่องทีวีและคลิปวิดีโอบนเว็บไซต์ยูทูบโดยจุดประสงค์เพื่อนำเสนอข่าวสารของพระสันตะปาปาและเหตุการณ์สำคัญๆในวาติกันให้ผู้สนใจได้ติดตามแบบใกล้ชิด ขณะที่ พระอัครสังฆราชเคลาดิโอ เชลลี่ ประธานสมณสภาสื่อสารสังคม เผยว่า พระสันตะปาปาตัดสินพระทัยให้เซ็นสัญญาด้วยพระองค์เอง ส่วนบาทหลวงเฟเดริโก้ ลอมบาร์ดี้ ผอ.สื่อมวลชนวาติกัน บอกกลุ่มเป้าหมายไม่จำกัดแค่คริสตัง แต่เป็นคนทั้งโลก

จะเห็นได้ว่า ยูทูบ ไม่เพียงเป็นสื่อวิดีโอ ออนไลน์ที่ผู้คนต่างเข้ามาใช้ประโยชน์ในด้านความบันเทิงหรือด้านการตลาด แต่กลายเป็นว่า ยูทูบ กลายเป็นสื่อที่มีอิทธิผลในทางการเมืองไม่ว่าจะถูกใช้ในการหาเสียง โจมตีคู่แข่ง หรือสร้างความนิยมสารพัดรูปแบบเพื่อให้ข่าวสารที่เข้าใจง่ายที่สุดผ่านรูปแบบวิดีโอ ออนไลน์ และยังถูกมองในแง่ดีว่าเป็นสื่อที่ยากต่อการปิดกั้นข่าวสาร โดยเฉพาะเหตุการณ์ระดับโลกต่างๆก็ถูกบันทึกและเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ยูทูบทั้งสิ้น ในเมืองไทยเองก็มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองของอดีตนายกรัฐมนตรี โดยใช้สื่อยูทูบในการสื่อสารกับกลุ่มที่สนับสนุนตน เป็นช่องทางการสื่อสารในขณะที่รัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารในขณะนั้นทำการปิดกั้นการสื่อสารทุกวิถีทาง ยูทูบจึงกลายเป็นเครื่องมือในการสื่อสารการเมืองที่ได้รับความนิยมในการเผยแพร่ หรือแม้กระทั้งปล่อยข่าวลือต่างๆไปยังทุกมุมโลกอย่างชนิดที่ว่าใครๆก็เข้าถึงได้(http://www.bangkokbizweek.com)

กระแสการตื่นตัวจนทำให้คนทั่วโลกหันมาใช้ เว็บเครือข่ายทางสังคมออนไลน์กันมากขึ้นเพื่อหวังเป็นช่องทางในการสื่อสารการตลาด ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่กำลังชะลอตัว ซึ่งนั่นหมายความว่า เจ้าของสินค้าต้องพยายามหาทางประหยัดงบประมาณหรือใช้เงินให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ด้วยการหันมาใช้สื่ออินเทอร์เน็ตที่มีอัตราค่าโฆษณาถูกกว่าสื่อยอดนิยมอย่างโทรทัศน์หรือสื่อสิ่งพิมพ์ และในขณะเดียวกันอินเทอร์เน็ตก็ยังเป็นสื่อที่เจ้าของสินค้าสามารถวัดผลการรับชม หรือการเข้าถึงผู้ชม ได้ง่ายกว่าด้วย ด้วยเหตุปัจจัยเหล่านี้จึงทำให้สื่ออินเทอร์เน็ตมีแรงดึงดูดใจเจ้าของสินค้ามากยิ่งขึ้น โดยเดอะ วอลล์ สตรีท เจอร์นัล รายงานเอาไว้ว่าจากข้อมูลของปี 2008 ที่ผ่านมา พบว่าบรรดาเจ้าของสินค้ามีการใช้จ่ายเงินกับสื่อออนไลน์เพียง 10 % -15% ของงบการตลาดทั้งหมด ซึ่งถือว่าไม่มากนัก แต่เนื่องจากกระแสบูมของเว็บไซต์ประเภทวิดีโอออนไลน์และเว็บเครือข่ายทางสังคมในขณะนี้ จึงทำให้เป็นที่คาดหมายว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวจะส่งผลให้มีการใช้งบทำการตลาดในการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ผ่านทางสื่อ ออนไลน์กันมากขึ้น เหตุนี้เป็นเพราะวิดีโอออนไลน์เป็นแหล่งความบันเทิงที่มีนักท่องอินเทอร์เน็ตจำนวนมากนิยมเข้าชมเพื่อหาความสุขสนุกสนาน
ทั้งนี้ เนื้อหาวิดีโอออนไลน์นั้นมีรายการต่างๆ มากมายให้เลือกชมทุกอรรถรถ อาทิ มิวสิกวิดีโอ ตัวอย่างภาพยนตร์ โฆษณา และรายการโทรทัศน์ต่างๆ เป็นต้น จนมีการคาดการณ์ ว่า ในช่วงระหว่างปี 2010ถึง ปี 2012 ร้อยละ 90 ของการจราจรทางอินเทอร์เน็ตจะเป็นวิดีโอออนไลน์และสื่อผสมที่มีทั้งภาพและเสียง โดยมีผู้ชมวิดีโอออนไลน์ผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลและคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คร้อยละ 80 นอกจากนี้ยังคาดการณ์เพิ่มเติมว่า ในช่วงปี 2008 ถึง ปี พ.ศ. 2012 จะมีการสร้างเนื้อหาวิดีโอออนไลน์เพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่า

การใช้วิดีโอออนไลน์ในประเทศไทยนั้น คนไทยเองก็นิยมชมชอบการดูวิดีโอออนไลน์เช่นกันโดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากมีกระแสของคลิปหน้าเหมือนดาราหรือคลิปเด็ดต่างๆ ที่ตกเป็นข่าวก็จะมีการค้นหาคลิปดังกล่าวกันจำนวนมากจากอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะเว็บไซต์ “ยูทูบ” เป็นเว็บที่ครองใจคนไทยที่นิยมชมชอบวิดีโอออนไลน์ไม่แพ้ชาวอเมริกันเช่นกัน ทั้งนี้ การหาความสุขสนุกสนานจากการชมวิดีโอออนไลน์นั้นก็จะต้องคำนึงถึงข้อดีและข้อเสียที่จะได้รับด้วย เนื่องจากมีวิดีโอออนไลน์ในเครือข่ายอินเทอร์เน็ตให้เลือกชมมากมายหลายประเภทซึ่งมีทั้งที่เป็นประโยชน์ มีสาระน่ารู้ และมีเรื่องตลกขบขันต่างๆ

จากกระแสความนิยมของเว็บไซต์ประเภทวิดีโอออนไลน์อย่าง ยูทูบ ทำให้นักวิชาการส่วนใหญ่ต้องการรับรู้ถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคในด้านการรับชมโฆษณาที่เป็นวิดีโอ ออน์ไลน์ มากขึ้นโดยเฉพาะผู้คนที่ชอบท่องโลกอินเตอร์เนต โดยที่การสำรวจวิจัยของ Ipsos พบว่าพฤติกรรมของคนดูส่วนใหญ่จะยอมรับและทนดูการโฆษณาและการประชาสัมพันธ์ในวีดีโอ ก็ต่อเมื่อเป็นคลิปวีดีโอที่มีการผลิตแบบมืออาชีพ มากกว่าที่จะทนดูคลิปวีดีโอที่ไม่ได้เรื่อง แถมยังมีโฆษณากวนใจแบบต้องการจะขายของมากกว่าการให้ข้อมูลที่น่าสนใจและโดยส่วนมากมักมาจากมือสมัครเล่นทางบ้าน

จากข้อมูลการศึกษาวิจัยของ Justin Gibbons และ Matthew Halfin 2008 ที่ศึกษาการทำโฆษณาผ่านวิดีโอออนไลท์ โดยเลือกเวปไซต์ ยูทูบ ในการศึกษา โดยใช้วิธีการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกเพื่อให้เข้าใจถึงพฤติกรรมการใช้ และแนวความคิด ทัศนคติ รวมไปถึงปัจจัยต่างๆที่นำไปสู่การใช้งาน วิดีโอ ออนไลท์ในเชิงโฆษณา จากการศึกษาดังกล่าวพบว่า ปัจจุบันมีคนเข้าใช้ เวปไซต์ยูทูบมากถึง 1 ล้านครั้งต่อวันและมีคลิปวิดีโอมากถึง 73 ล้านคลิป โดยคลิปวีดีโอสามารถแบ่งได้เป็นหลายหมวดหมู่ ได้แก่ Comedy Education EntertainmentFilm & Animation Gaming Howto & Style Music News & Politics Nonprofits & Activism People & Blogs Pets & Animals Science & Technology Sports Travel & Events

พบสาเหตุที่ทำให้ผู้คนหลงใหลและเป็นสาวกของเวปไซต์ ยูทูบ ได้แก่ การดูรายการทีวีย้อนหลัง การดูคลิปวิดีโอแปลกๆเพื่อความบันเทิง และการเลือกดูสิ่งต่างๆตามความต้องการและสะดวกแก่เวลา โดยผู้ใช้ ยูทูบ มีทัศนคตืหรือความคิดเห็นว่าเวปไซต์ ดังกล่าว เปรียบเสมือน ทีวีเครื่องที่สองของพวกเขาเพราะสามารถเลือกรับชมได้ในที่พักอาศัยและสามารถเลือกรับชมรายการต่างๆตามที่สมาชิกในบ้านต้องการ อีกทั้งยังสามารถย้อนดูรายการย้อนหลังได้อีกด้วย ประกอบกับไม่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับช่วงเวลาสามารถดูได้ไม่จำกัดเวลา จนทำให้วิดีโอ ออนไลน์ของยูทูบ เป็นที่ชื่นชอบและได้รับความนิยมอย่างมาก โดยผู้ใช้มองว่าเป็นเวปไซต์ที่มี วิดีโอคลิปที่เป็นสาระความรู้มากมายอีกทั้งยังมีคลิปตลกๆ หรือคลิปแปลกๆให้ชวนค้นหา แต่ถึงอย่างไรจากกลุ่มตัวอย่างผู้ใช้ ยูทูบ ยังคงให้ความคิดเห็นว่า การใช้วิดีโอ ออนไลน์อาจยังไม่สามารถทดแทนการดูทีวี หรือการรับชมวิดีโอโดยปกติได้ เนื่องจากความสะดวกสบาย ประสิทธิ์ภาพในการรับชม รวมไปถึงคุณภาพของเนื้อหาที่แตกต่างกัน แต่ผู้รับชมยังมีความคิดเห็นว่าคลิปวิดีโอออนไลน์ดังกล่าวยังจะเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมเพราะสมารถเข้าถึงเนื้อหาแบบเฉพาะทางเพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคล

การสัมภาษณ์แบบเจาะลึกดังกล่าวยังมุ่งประเด็นคำถามที่สำคัญไปที่ทัศนคติการรับชมคลิปวีดีโอที่มี การโฆษณาแฝง หรือการโฆษณาผ่านการรับชมคลิปวีดีโอ พบว่า โฆษณาที่แฝงอยู่ในวิดีโอ ออนไลน์ โดยทั่วไปการแสวงหาข่าวสารของผู้รับชมเป็นส่วนหนึ่งในการเลือกรับรู้ข้อมูลการโฆษณา และการปรับเปลี่ยนหรือเลื่อนข้อมูลเพื่อรับชมคลิปวิดีโอตัวอื่นๆนั้นยังขึ้นอยู่กับความพึงพอใจในการรับชม โดยผู้ให้สัมภาษณ์ให้ความคิดเห็นว่า ผู้รับชมมีความสามารถในการเลือกรับชมคลิปวิดีโอต่างๆด้วยตัวเองและมีอำนาจที่จะปรับเปลี่ยนหรือเลื่อนข้อมูลให้ตรงกับความสนใจของตัวเอง โดยอาจมีการรับชมโฆษณาแฝงจนจบหรือไม่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับความต้องการแต่ละบุคคล ส่วนโฆษณาที่เป็นคลิปวิดีโอโฆษณาอย่างเดียวนั้นการเลือกรับชมจะขึ้นอยู่กับความชื่นชอบและพึงพอใจส่วนตัว โดยโฆษณารูปแบบดังกล่าวจะมุ่งสร้างอารมณ์ความรู้สึกและเนื้อหาโฆษณาที่น่าตื่นเต้นและชวนติดตามคล้ายกับการดูภาพยนตร์ เป็นสิ่งจูงใจที่ทำให้ผู้รับชมติดดูจนจบ
โดยที่กลุ่มผู้รับชมส่วนมากมักจะเป็นแฟนคลับหรือลูกค้าที่ใช้ผลิตภัณฑ์ชนิดนั้นอยู่แล้ว และอาจเป็นผู้ที่ชื่นชอบเป็นพิเศษเป็นต้น (ที่มา world advertising research center 2008)

แม้ว่า ยูทูบ จะเป็นเว็บไซต์วีดีโอที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ทว่าจากการรายงานของเว็บไซต์ยูทูบ (www.youtube.com) พบว่า เวปไซต์ ยูทูบ ก็ยังไม่สามารถสร้างรายได้จากการให้บริการ วีดีโอ ออนไลน์ได้อย่างเป็นรูปธรรมชัดเจนและการโฆษณาผ่านวีดีโอ ออนไลน์ ก็ยังมีอุปสรรคอย่างมาก แม้ว่าปัจจุบันการโฆษณาและการประชาสัมพันธ์ จะมีให้พบเห็นมากมายในโลกไซเบอร์ แต่นั้นก็ยังไม่เพียงพอเพราะผู้ใช้บริการยูทูบ อาจเป็นเพราะผลงานวิจัยที่ระบุว่า ยูทูบไม่สามารถมาแทนสื่อหลักอย่างทีวีได้ หรือแม้แต่ความคมชัดรวมไปถึงรูปแบบของวิดีโอออนไลน์ที่ดูเป็นมือสมัครเล่นที่ส่งมาจากทางบ้าน จากโจทย์ดังกล่าวจึงกลายเป็นแนวคิดที่สำคัญในการพัฒนาเทคโลยีของเว็บ ยูทูบ โดยล่าสุดยูทูบ (YouTube) กำลังจะบุกโลกโทรทัศน์แล้วในเร็ววันนี้

มัตสึชิตะอิเล็กทริก เจ้าของแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าพานาโซนิค (Panasonic) ให้ข้อมูลว่า ทีวียูทูบจะวางตลาดในรูปทีวีพลาสม่าซึ่งเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไ ด้ ผู้ใช้สามารถเรียกดูวีดีโอบนเว็บไซต์ยูทูบหรือเรียกดูอัลบัมภาพ ในบริการออนไลน์อื่นๆ วางกำหนดการเปิดตัวในตลาดกลุ่มประเทศอเมริกาเหนือช่วงฤดูใบไม้ผลิ โดยจะมีการจำหน่ายทีวีอินเทอร์เน็ตแก่ ผู้บริโภคในวงกว้าง ผู้ใช้จะสามารถชมวีดีโอบน ยูทูบจากห้องนั่งเล่นด้วยทีวีจอกว้าง และเป็นการพัฒนาทีวีออนไลท์ให้มีประสิทธิภาพสูงหรือ HDTV เพื่อการขยายความสามารถให้ผู้ชมสามารถควบคุมเนื้อหาที่ต้องการชมได้มากขึ้นกว่าที่เป็นในปัจจุบัน โดยจะมีบริษัทโซนี่พิกเจอร์สเทเลวิชัน(Sony Pictures Television) เป็นผู้ให้บริการคอนเทนท์สำหรับโพสลงเว็บไซต์ยูทูบแบบหลายช่องส ถานี และไม่เก็บค่าชมแต่ใช้ระบบลงโฆษณาแทน จากรายงานของ เอเอฟพี ระบุว่าช่องสถานีแรกที่โซนี่เริ่มให้บริการผ่านยูทูบจะใช้ชื่อว่า Minisode Network เผยแพร่ไฟล์รายการทีวียอดนิยมเป็นตอนสั้นๆความยาวประมาณ 5 นาที และนี้กลายเป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนา วิดีโอ ออนไลท์ในด้านเทคโนโลยีอย่าง ยูทูบ คงเหลือเพียงประเด็นด้านเนื้อหาที่ เว็บยูทูบจะมีบทบาทอย่างมากต่อผู้คนทั่วโลก ถึงแม้จะเป็นเสรีภาพในการเข้าถึงสื่อได้อย่างเท่าเทียมกัน แต่นั้นก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันต่อไปถึงสื่อที่มีความอิสรเสรีแต่มีเนื้อหาที่อาจจะทำลายสังคมได้อีกด้วย(ที่มาwww.bangkokbizweek.com)

การถูกจับตามอง จากที่ผ่านมา ยูทูบไม่ได้มีการตรวจสอบคลิปวีดีโอ อย่างเข็มงวดทำให้ ยูทูบ กลายเป็นแหล่งรวมคลิปวีดีโอที่มีแต่สิ่งเลวร้าย ไม่ว่าจะเป็นการขายของผิดกฎหมาย สิ่งลามกอานาจาร ความรุนแรง ความมั่งคง จนประเทศต่างๆต้องออกมาแบนเวบไซต์ ยูทูบที่ยังเมินเฉยเพียงเพื่อต้องการสร้างเรตติ้งให้กับเว็บไซต์ของตน โดยเฉพาะการใช้ยูทูบเป็นเครื่องมือทางการเมืองในรูปแบบต่างๆไม่ว่าจะเป็นการให้ข่าว การโจมตี อีกทั้งยังมีการใช้ยูทูบในรูปแบบที่ไม่สมควรเช่นเผยแพร่ คลิปหมิ่นประมาท หรือลามกอานาจาร ซึ่งพลังอันยิ่งใหญ่ควรมาพร้อมกับความรับผิดชอบที่ใหญ่ด้วย คำพูดนี้น่าจะเหมาะสมอย่างยิ่งกับเว็บไซต์ที่มีอิทธิพลต่อคนทั้งโลกอย่างยูทูบ อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมของเว็บไซต์ ยูทูบ ยังเข้าข่าย การละเมิดสิทธิเสรีภาพ อยู่หลายครั้ง จนเป็นเหตุให้รัฐบาลหลายประเทศจำเป็นต้องสั่งแบนแม้หลายคนอาจจะมองว่าเป็นการปิดกั้นเสรีภาพการสื่อสารโดยรัฐบาลก็ตาม ตัวอย่างเช่น ประเทศตุรกี ศาลมีคำพิพากษาแบน ยูทูบ เนื่องจากเผยแพร่คลิปวิดีโอดูหมิ่น มุสตาฟา เคมาล อาตาเติร์ก บิดาและผู้ก่อตั้งประเทศตรุกียุคใหม่ หรือที่ประเทศอิหร่าน ประธานาธิบดีมาห์มุด อาห์มาดิเนจัด ออกคำสั่งบล็อกยูทูบ สาเหตุเพราะสมาชิกยูทูบ นำคลิปจากภาพยนตร์ล้อเลียนสังคมและวัฒนธรรมคาซักสถาน เรื่องโบรัต มาเผยแพร่โดยระบุว่า ยอมรับไม่ได้ที่วงการภาพยนตร์อเมริกันนำเรื่องราวและวิถีชีวิตของประเทศชาติอย่างอิหร่านมาย่ำยี หรือที่ประเทศอังกฤษ อลัน จอห์นสัน รัฐมนตรีศึกษาธิการอังกฤษ เรียกร้องให้ยูทูบถอดคลิปวิดีโอ ภาพนักเรียนกลั่นแกล้งอาจารย์ออกไปจากเว็บ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น หลังจากมีนักเรียนระดับมัธยมศึกษาของโรงเรียนแห่งหนึ่ง แกล้งถอดกางเกงของครูที่กำลังยืนหันหลังเขียนกระดานดำอยู่ จากนั้นก็ใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายภาพเก็บไว้และนำมาโพสต์ในยูทูบ (ชิปจิตนิยม 2008)

เสรีภาพในยุคสื่อออนไลน์ที่ขาดความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างเช่น ยูทูบ กลายเป็นผลกระทบทางสังคมที่ทำให้นักวิชาการต่างๆเริ่มออกมาให้ความคิดเห็นกับเรื่องดังกล่าวกันมากขึ้น ถึงแม้ทาง กูเกิ้ลแถลงว่าทางบริษัทให้ความเคารพและเข้าใจในเจตนารมณ์ของผู้ร้องเรียน แต่ YouTube จำเป็นต้องส่งเสริมการแสดงออก และปกป้องสิทธิเสรีภาพของทุกคนแม้ในเรื่องที่อาจจะไม่ได้รับเสียงชื่นชม โดยทางบริษัทเชื่อว่า YouTube จะได้การตอบสนองแนวความคิดที่หลากหลายและแตกต่างซึ่งมีความสำคัญยิ่งกว่าการ จะมาโต้ แย้งที่แฝงไปด้วยการบีบคั้นเรื่องการยอมให้ผู้ใช้บริการรับข้อมูลที่หลากหลายทั้งหมดเพราะสุดท้ายผู้ใช้บริการจะ เป็นผู้ตัดสินใจเองว่าจะให้การยอมรับข้อมูลใด ถ้ากล่าวกันในแง่กฎหมาย ทั้งยูทูบและเว็บรายอื่นๆ ก็ไม่ได้ถูกบังคับให้เซ็นเซอร์สิ่งที่ผู้ใช้บริการใส่ข้อมูลเข้าไป ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมาตรา 230 ของกฎหมายที่เรียกว่าCommunication Act ของรัฐบาลกลางสหรัฐที่ระบุว่าผู้ให้บริการเว็บ มีอิสรเสรีในการ กำหนดข้อปฏิบัติในการเข้าถึงข้อมูลที่เห็นว่าน่ารังเกียจหรือไม่ดีงาม แต่โดยทั่วไปแล้วไม่มีข้อบังคับว่า จะต้องทำหรือไม่ทำ จอห์น มอร์ริส ทนายความแห่ง Center for Democracy and Technology ซึ่งเป็นองค์กรที่ได้รับการสนับ สนุนจากกูเกิ้ล กล่าวว่าภายใต้มาตรา 230 YouTube ไม่ได้มีข้อผูกมัดว่าจะต้องพิจารณาข้อมูลในลักษณะดังกล่าว เพราะกฏหมายเห็นว่าจะเป็นอุปสรรคเสียอีกหากเจ้าของเว็บต้องรับผิดชอบด้วยการพิจารณาทุกเรื่องที่ถูกใส่ข้อมูลเข้าไปไม่ว่าจะเป็นการแสดงความคิดเห็นหรือการทำการค้าทางอินเตอร์เน็ต(www.telecomjournal.net/)

โดยที่ผ่านมา ยูทูบ ถูกมองว่าไม่ได้ตอบสนองนโยบายด้านสังคมนี้อย่างเพียงพอและไม่ได้แสดง ให้เห็นความจริงใจที่แก้ไขหรือ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ไม่หวังดี ใส่ข้อมูลที่มีเนื้อหาในลักษณะละเมิด และทำลายวัฒนธรรมรวมไปถึงความมั่นคงทางการเมืองในแต่ละประเทศ อย่างเช่นในเมืองก็ เกิดปัญหาการใช้สื่อ ยูทูบเป็นเครื่องมือในการให้เนื้อหา ข้อความ หรือรูปภาพที่พาดพิงและหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและสถาบันฯ แลการโจมตีทางการเมือง (ที่มาwww.ipsos.com)

ปัญหาอยู่ที่ใครจะเป็นผู้อาสา รับมือกับ ยูทูบ บุคลากรที่ทำหน้าในบ้านเราก็มีเพียงเจ้าหน้าที่ของไอซีทีและกสท. ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับคนที่ท่องเว็บทั่วโลก แม้ว่าในเมืองไทยจะมีกฏหมายที่ดูแลเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์แต่การบังคับใช้ก็เป็นไปอย่างยากลำบาก ไม่ว่าผลของความพยายามในเรื่องนี้จะออกมาในรูปใดก็ตาม การขอความร่วมมือกับเว็บไซต์อย่างกูเกิ้ลและ YouTube ก็อาจให้ความร่วมมือหรือไม่ก็ได้ เพราะช่องทางและการให้ข้อมูลต่างๆในทุกวันนี้ ใช่จะมีแต่ YouTube เท่านั้น แต่ยังมีช่องทางอื่น เว็บอื่นๆ อีกมากมายให้กลุ่มผู้ที่ไม่หวังดีใช้เป็นช่องทาง สาเหตุเพราะการไหล่บ่าของข้อมูลข่าวสารระหว่างผู้ใช้และผู้ให้บริการเว็บไซต์ที่นับวันจะแยกบทบาทกันไม่ค่อยออก คงไม่มีมาตรการทางกฎหมายใดที่จะบังคับใช้ได้อย่างได้ผล เปรียบเหมือนเทปผีซีดีเถื่อนที่ระบาดกันอยู่ทุกวันนี้ที่ยังไม่สามารถปราบปรามได้จนหมดสิ้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจะสอดส่องดูแลการเข้าถึงเนื้อหาของเว็บไซต์สำหรับเด็กและเยาวชนไทยให้เข้มงวดมากยิ่งขึ้น และอาจจะต้องกรองเนื้อหาของเว็บ โดยอาจจัดลำดับการรับชมเช่นเดียวกับสื่อโทรทัศน์ที่มีสัญลักษณ์แนะนำว่ารายการนั้นๆ จัดอยู่ในประเภททั่วไปหรืออยู่ในประเภทที่ผู้ใหญ่ควรให้คำแนะนำ ทั้งนี้ ผู้ปกครองก็ควรให้คำแนะนำในการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างเหมาะสม และนี้คงเป็นเพียงวิธีเดียวที่น่าจะได้ผลอย่างยั่งยืนนั้นคือ การสร้างจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อสังคม และบทบาทการเฝ้าระวังของมวลชน รวมไปถึงการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเด็ก เยาวชนเพื่อให้รู้เท่าทันสื่อ เพื่อให้คุณประโยชน์ของเทคโนโลยี web 2.0 เกิดการเรียนรู้สู่สังคมที่เรียกว่า ปัญญาสาธารณะ มิใช่กลายเป็นปัญหาสาธารณะ ยูทูบ จึงกลายเป็นนวัตกรรมอันทรงพลังของสังคมโลกที่จะสร้างสรรค์หรือทำลาย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าทุกคนจะใส่ใจ มองเห็นปัญหาและหาวิธีการป้องกันแก้ไขให้พลังอันยิ่งใหญ่มาพร้อมกับความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ได้อย่างไร

เอกสารอ้างอิง

http://www.youtube.com
http://th.wikipedia.org/
http://www.permissiontv.com
http://www.compele.com
http://www.bangkokbizweek.com
http://www.ipsos.com/
http://www.warc.com/
world advertising research center 2008 :: Online video & new advertising contract
http://www.arip.co.th
บทความพิเศษ/E-Leaders โดย ชิปจิตนิยม วิดีโอไฟล์ แชริ่งชื่อดังระดับโลก www.youtube.com
31 ตุลาคม 2008
http://www.telecomjournal.net : youtube
ปลายปี พ.ศ. 2551 จีนมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมากที่สุดในโลกถึง 298 ล้านคน (บทความพิเศษ/ศรีศักดิ์ จามรมาน รายงานเรื่องไอที) อันดับที่สาม เว็บ “ยูทิวบ์ (www.youtube.com)” ศุกร์, 30 มกราคม 2009
ปี พ.ศ. 2555 ตลาดวิดีโอออนไลน์จะมีมูลค่าประมาณ 157,000 ล้านบาท (บทความพิเศษ/ศรีศักดิ์ จามรมาน รายงานเรื่องไอที) อังคาร, 13 มกราคม 2009

ประธานาธิบดีอเมริกา "บารัค โอบาม่า"…."change!!!" จากโทรทัศน์ สู่…อินเทอร์เน็ต (บทความพิเศษ/E-Leaders โดย ชิปจิตนิยม) อาทิตย์, 16 พฤศจิกายน 2008
สมานฉันท์!!สู้เว็บหมิ่น แนวรบที่ยังไร้อาวุธปราม www.youtube.com ศุกร์, 31 ตุลาคม 2008

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น